22 มิถุนายน 2552

ประวัติพระสารีบุตร

พระสารีบุตรเถระ

ชาติภูมิ
ท่านพระสารีบุตร เกิดในตำบลบ้านชื่อ นาลกะ หรือ นาลันทา ไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์ บิดาชื่อว่า วังคันตพราหมณ์ มารดาชื่อว่า นางสารีพราหมณี บิดาของท่านเป็นนายบ้านตำบลนั้น เดิมท่านชื่อว่า อุปติสสะ อีกอย่างหนึ่งเขาเรียกชื่อตามความที่เป็นบุตรนางสารีว่า “สารีบุตร” เมื่อท่านมาอุปสมบทในพระธรรมวินัยแล้ว สพรหมจารี (สพรหมจารี – เพื่อนผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ในที่นี้หมายถึงพระภิกษุ) พากันเรียกท่านว่า “พระสารีบุตร” ทั้งนั้นฯ สกุลพราหมณ์ผู้เป็นบิดาแห่งอุปติสสมาณพ เป็นสกุลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติและบริวาร เมื่ออุปติสสมาณพเจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ มีปัญญาเฉียบแหลมเล่าเรียนได้เร็ว และได้เป็นมิตรชอบพอกันกับโกลิตมาณพ โมคคัลลานโคตร ผู้รุ่นราวคราวเดียวกันซึ่งเป็นบุตรแห่งสกุลที่มั่งคั่งเหมือนกัน เพราะตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายติดต่อกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษฯ อุปติสสมาณพ และ โกลิตมาณพ สองสหายนั้น ได้เคยไปเที่ยวดูมหรสพในกรุงราชคฤห์ด้วยกันเสมอ เมื่อดูอยู่นั้นย่อมร่าเริงในเวลาถึงบทสนุก สลดใจในเวลาถึงบทเศร้า ถึงตอบชอบใจก็ให้รางวัลฯ วันหนึ่งสองสหายนั้นชวนกันไปดูมหรสพเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่หาได้ร่าเริงเหมือนเหมือนวันก่อน ๆ ไม่ เพราะพิจารณาเห็นว่าการดูมหรสพไม่เป็นสารประโยชน์อะไร เมื่อเห็นร่วมกันอย่างนั้นแล้ว พร้อมกันพาบริวารไปขอบวชอยู่ในสำนักของสัญชัยปริพาชก ก็เล่าเรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมด อาจารย์จึงได้ขอให้เป็นผู้ช่วยสั่งสอนศิษย์ต่อไป สองสหายนั้นยังไม่พอใจในลัทธิของสัญชัยเพียงแค่นั้น จึงได้กระทำกติกานัดหมายกันว่าจะแสวงหาธรรมะอันวิเศษอีกต่อไป และถ้าใครได้พบธรรมอันวิเศษแล้วก็ขอให้จงบอกแก่กันฯ สมัยนั้นพระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว และได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนประชาชน เสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหารฯ วันหนึ่งพระอัสสชิ ซึ่งจัดเข้าในพระปัญจวัคคีย์ ที่พระบรมศาสดาทรงส่งไปประกาศพระศาสนาได้กลับมาเฝ้า และเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ในตอนเช้า อุปติสสปริพาชก เดินจากที่อยู่ของปริพาชก ได้เห็นท่านแล้ว เกิดความเลื่อมใส อยากทราบลัทธิของท่าน เมื่อได้โอกาสแล้ว จึงขอให้ท่านแสดงธรรมให้ฟัง ท่านพระอัสสชิก็แสดงธรรมแก่อุปติสสปริพาชกพอเป็นเลา ๆ ความว่า “ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุ และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้ฯ” อุปติสสปริพาชกได้ฟังแล้ว ได้ดวงตาเห็นธรรม จึงกลับมาบอกข่าวที่ตนได้พบพระอัสสชิ ให้โกลิตปริพาชกผู้เป็นสหายทราบแล้วแสดงธรรมให้ฟัง โกลิตปริพาชกได้ฟังแล้วก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเหมือนกัน จึงชวนกันจะไปเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นไปลาสัญชัยผู้เป็นอาจารย์แล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขออุปสมบท พระองค์ก็ทรงอนุญาตให้เป็นภิกษุด้วยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทาด้วยกันทั้งหมดฯ สองสหายนั้นครั้นบวชแล้ว ภิกษุทั้งหลายเรียกท่านว่า “สารีบุตรและโมคคัลลานะ”

บรรลุธรรม
ภิกษุที่เป็นบริวารนั้น ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาที่พระบรมศาสดาแสดงแล้วก็บรรลุพระอรหัตต์ก่อน ฯ พระโมคคัลลานะอุปสมบทแล้ว ๗ วัน จึงได้สำเร็จพระอรหัตต์ฯ ฝ่ายพระสารีบุตรอุปสมบทแล้ว ๑๕ วัน จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยได้ฟังเทศนาเวทนาปริคคหสูตร ที่พระบรมศาสดาทรงแสดงแก่ปริพาชกชื่อ ทีฆนขอัคคิเวสนโคตร ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงกรุงราชคฤห์ฯ มีเรื่องเล่าถึงความสำเร็จพระอรหันต์ของท่านว่า เมื่อท่านบวชแล้ว ๑๕ วัน พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงกรุงราชคฤห์ ปริพาชกผู้หนึ่งชื่อว่า ทีฆนขอัคคิเวสนโคตร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดากล่าวปราศรัยแล้ว จึงกราบทูลความเห็นของตนว่า “พระโคตมะ” ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด”ฯ พระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า ดูก่อนอัคคิเวสนะ ถ้าอย่างนั้นความเห็นอย่างนั้นก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านต้องไม่ชอบใจความเห็นอย่างนั้น ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงแสดงทิฐิ ๓ อย่างให้ปริพาชกนั้นเห็นว่าเป็นโทษ และแนวทางละทิฐิ ๓ อย่างนั้น ลำดับนั้นทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ยึดมั่นต่อไป สมัยนั้นพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์แห่งพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ตรัสแก่ทีฆนขปริพาชกนั้น พิจารณาตามพระธรรมเทศนา จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานฯ ส่วนทีฆนขปริพาชกนั้นได้เพียงดวงตาเห็นธรรม สิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนา แล้วทูลแสดงตนเป็นอุบาสกฯ

เอตทัคคะ
ท่านพระสารีบุตรเมื่อได้ตรัสรู้แล้ว ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนา และเป็นอัครสาวกเบื้องขวาของพระองค์ พระองค์ทรงยกย่องว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางปัญญา สามารถจะแสดงพระธรรมจักรและพระจตุราริยสัจ (อริยสัจ ๔) ให้กว้างขวางพิสดารเหมือนกับพระองค์ได้ฯ

คุณธรรมพิเศษ
ท่านยังมีคุณความดีที่พระองค์ทรงยกย่องอีกเป็นหลายสถาน จะยกมากล่าวแต่ที่สำคัญ ๆ ดังต่อไปนี้

๑. ทรงยกย่องว่าพระสารีบุตร เป็นผู้มีความอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตด้วยกัน เรื่องนี้มีตัวอย่าง เมื่อครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ พวกภิกษุพากันไปเฝ้าพระองค์ ทูลลาจะไปชนบท พระองค์ตรัสให้ไปลาพระสารีบุตร เพื่อท่านพระสารีบุตรจะได้แนะนำสั่งสอนในการไปของพวกเธอ จะได้ไม่เกิดความเสียหายฯ
๒. ทรงยกย่องพระสารีบุตรเป็นคู่กับพระโมคคัลลานะ เช่น ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เธอเป็นผู้มีปัญญา อนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิตทั้งหลาย สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วนั้น สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น”ฯ ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้ายฯ
๓. มีคำเรียกยกย่องพระสารีบุตรอีกอย่างหนึ่งว่า “พระธรรมเสนาบดี” ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า “พระธรรมราชา”

ท่านพระสารีบุตร ยังมีคุณความดีที่ปรากฏในตำนานอีกมาก ที่สำคัญก็คือ

ท่านเป็นผู้มีปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือ ชี้แจงแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจได้ชัดเจนฯ ขอยกตัวอย่างภิกษุรูปหนึ่งชื่อว่า ยมกะ มีความเห็นว่า พระขีณาสพตายแล้วดับสูญฯ ภิกษุทั้งหลายค้านเธอว่า เห็นอย่างนั้นผิด เธอไม่เชื่อ แต่ภิกษุเหล่านั้นไม่อาจเปลื้องเธอจากความเห็นนั้นได้ จึงเชิญพระสารีบุตรไปช่วยชี้แจงแสดงให้ฟัง เธอจึงได้หายความเคลือบแคลงสงสัย

ท่านเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีฯ ข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างคือ ท่านได้ฟังธรรมเทศนาที่พระอัสสชิแสดง ได้บรรลุโสดาบันแล้ว มาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมาท่านนับถือพระอัสสชิว่าเป็นอาจารย์ ทำการเคารพอยู่เสมอ แม้ได้ยินข่าวว่าพระอัสสชิอยู่ในทิศใด เมื่อท่านจะนอน ก็จะนมัสการไปทางทิศนั้นก่อน แล้วนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น อีกอย่างหนึ่งท่านยังราธพราหมณ์ให้อุปสมบท เพราะระลึกถึงอุปการคุณที่ราธพราหมณ์ได้ถวายบิณฑบาตแก่ท่านเพียงทัพพีหนึ่ง ในเมื่อท่านเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ (เรื่องนี้จักมีพิสดารในประวัตพระราธเถระ)

อนึ่ง ท่านพระสารีบุตร นับว่าได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนา ธรรมภาษิตของท่านจึงมีปรากฏอยู่มาก เช่น สังคีติสูตรเป็นต้น ยกเว้นพระพุทธภาษิตแล้ว ภาษิตของพระสารีบุตรมากกว่าพระสาวกอื่น ๆ

นิพพาน
พระสารีบุตรนั้นนิพพานก่อนพระบรมศาสดา ก่อนแต่จะปรินิพพาน ท่านพิจารณาเห็นว่า ควรปรินิพพานในห้องที่ท่านเกิด จึงกราบทูลลาสมเด็จพระบรมศาสดา ไปกับพระจุนทะผู้น้องพร้อมด้วยบริวาร ไปถึงบ้านเดิมแล้ว เกิดปักขันทิกาพาธขึ้นในคืนนั้น ในเวลากำลังอาพาธอยู่นั้น ได้เทศนาโปรดมารดาจนได้บรรลุโสดาปัตติผล พอเวลาใกล้รุ่งของคืนเดือน ๑๒ พระเถรเจ้าก็ปรินิพพาน รุ่งขึ้นพระจุนทะได้ทำฌาปนกิจสรีระพระเถรเจ้า เสร็จแล้วเก็บอัฐิธาตุนำไปถวายพระบรมศาสดา ซึ่งประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี พระองค์โปรดให้ก่อเจดีย์บรรจุพระอัฐิธาตุของพระเถรเจ้าไว้ ณ ที่นั้นฯ

3 มิถุนายน 2552

เรื่องของสังขาร

การเจ็บป่วยของสังขาร

๑. เจ็บครั้งแรก เป็นเพราะธาตุทั้งหลายไม่รวมกัน
๒. เจ็บที่ ๒ เรียกว่า เจ็บด้วยกรรมในอดีต กรรมส่งมา
๓. เจ็บที่ ๓ เจ็บด้วยโรคของวิญญาณพยาบาท ในภาวะแห่งวิญญาณพยาบาทนี้ นอกจากพระโพธิสัตว์ ผู้สำเร็จแห่งพรหมโลก ที่เป็นผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย จึงสามารถแก้ไขในวิธีการนั้นๆ ได้

ตายก่อนอายุขัยสืบเนื่องมาจากอดีตกรรม ๓ ประการ คือ

๑. วิญญาณ ในคราบมนุษย์ ไม่มีศีลธรรมประจำใจ เที่ยวไปทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน
๒. วิญญาณที่อยู่ในระหว่าง อกุศลวิบากแห่งการเป็นมนุษย์ที่โหราศาสตร์ว่า ดวงมืด ดวงดับ
๓. เกิดจากอสูรฆ่า มนุษย์ผู้ใด ตกอยู่ในภาวะของอกุศลกรรม วิบากในทางที่ไม่ดี อสูรย่อมฆ่าผู้นั้นให้สิ้นไป

วัฒนธรรมของพระพุทธเจ้า

๑. ผู้ต้องการ อายุยืน พึงเจริญอิทธิบาท ๔ (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา)
๒. ผู้ต้องการ วรรณะ ผิวพรรณงาม พึงรักษาศีล
๓. ผู้ต้องการ ความสุข พึงเจริญฌาน
๔. ผู้ต้องการ โภคะสมบัติ พึงเจริญ พรหมวิหาร ๔
๕. ผู้ต้องการ พละกำลัง พึงทำให้สำเร็จ พระอรหันต์ วัฒนธรรม เหตุให้เจริญอย่างยิ่ง มีอยู่ในจักรวัตติสูตร

จากสำนักปฏิบัติธรรมอาทิจจวโส

2 มิถุนายน 2552

พระพุทธเจ้าปรินิพพาน



สถานที่ประดิษฐานพระพุทธบรมศพพระพุทธเจ้าเป็นเวลา ๗ วันก่อนอัญเชิญไปถวายพระเพลิงพระบรมศพ



มกุฏพันธนเจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า



มหาปรินิพพานสถูป สถานที่ปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



พระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน ในพระวิหารแห่งมหาปรินิพพานสถูป


ปัจฉิมกาล

ก่อนปรินิพพาน 3 เดือน ทรงปลงอายุสังขาร

ก่อนปรินิพพาน 1 วัน นายจุนทะถวายสุกรมัททวะ (หมูอ่อน) เมื่อพระองค์เสวยแล้วประชวรพระอานนท์โกรธ พุทธองค์จึงตรัสว่า
"บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ ,ปรินิพพาน"

ก่อนปรินิพพานทรงกล่าวพุทธโอวาทว่า
1.)การบูชาพุทธองค์อย่างแท้จริง คือ การปฎิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม
2.)พุทธศาสนิกชนที่ต้องการเฝ้าพระองค์ควรไปที่ "สังเวชนียสถาน"
3.)การวางตัวของภิกษุต่อสตรี ต้องคุมสติอย่าแปรปรวนตามราคะตัณหา
4.)พระบรมสารีริกธาตุเป็นเรื่องของกษัตริย์(มัลลกษัตริย์) มิใช่กิจของสงฆ์
5.)ความพลัดพรากเป็นธรรมดาของโลก
6.)ธรรมและวินัย จะเป็นศาสดาแทนพุทธองค์ ทั้งนี้เพราะบุคคลไม่เที่ยงแท้เท่ากับพระธรรมซึ่งเป็นสัจธรรม
ปัจฉิมสาวก คือ สุภัททะบริพาชก

ปัจฉิมโอวาท
"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด"(อปปมาเทน สมปาเทต)

ปรินิพพาน ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ พระชนมายุ 80 ปี ทรงเทศนาสั่งสอนมาเป็นเวลา 45 ปี
ขอบคุณภาพและข้อมูลจากวิกิพีเดีย

ประดิษฐานพระพุทธศาสนาเมืองสาวัตถี

การประดิษฐ์พุทธศาสนา ณ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล

เมื่อประดิษฐานพระศาสนาในแคว้นมคธได้อย่างมั่นคงแล้ว ต่อมาไม่นานพระพุทธศาสนาก็มีศูนย์กลางแห่งใหม่ที่ เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล โดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้สร้าง"วัดพระเชตวัน"ขึ้น แล้วกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ไปอยู่ประจำ และนางวิสาขามหาอุบาสิกาเศรษฐีนีคนหนึ่ง ก็มีจิตศรัทธาสร้าง วัดบุพพาราม ถวายด้วย

ซากมูลคันธกุฎีสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าที่วัดเชตะวันมหาวิหาร


คันธกุฎี แปลว่า กุฎีที่ทีกลิ่นหอม เป็นชื่อเรียกสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าโดยเฉพาะ เรียกเต็มว่า พระคันธกุฎี ในพุทธประวัติ เล่าว่าสถานที่ประทับของพระพุทธเจ้าทุกแห่งจะมีผู้นำของหอมนานาชนิดไม่ว่าจะเป็นไม้หอม ดอกไม้หอม เป็นต้น มาบูชาพระพุทธเจ้ามิได้ขาด โดยประดับไว้ภายในที่ประทับบ้าง วางเรียงรายอยู่โดยรอบบ้าง โดยมุ่งบูชาพระพุทธเจ้าด้วยกลิ่นหอมจึงปรากฏว่าหลังวัดที่ประทับจะมีดอกไม้ที่แห้งแล้วถูกนำไปทิ้งไว้เป็นกองใหญ่ด้วยมีจำนวนมาก
พระคันธกุฎี หรือสถานที่ประทับประจำของพระพุทธเจ้ามิใช่จะมีกลิ่นหอมเท่านั้น ยังถูกสร้างขึ้นอย่างวิจิตรพิสดารเท่าที่มนุษย์จะทำกันได้ด้วยแรงศรัทธา



พระมูลคันธกุฎี ภายในวัดเชตวันมหาวิหาร



สถูปวัดเชตวันมหาวิหาร




ซากพุทธสถานในวัดเชตวันมหาวิหาร


ซากประตูเมืองสาวัตถี

สาวัตถีในปัจจุบัน

กำแพงเมืองสาวัตถีโบราณยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ในปัจจุบัน ภายในกำแพงเมืองมีโบราณสถานคงเหลืออยู่มากมาย เช่น ซากบ้านของบิดาพระองคุลีมาล, ซากคฤหาสถ์ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี, และวัดเก่าแก่ที่สร้างอุทิศแก่ พระติรธังกร (ศาสดาองค์แรกของศาสนาเชน) บริเวณนอกเขตเมืองสาวัตถียังมีสถานที่สำคัญเช่น ซากยมกปาฏิหาริย์สถูป (สถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์) และวัดเชตวันมหาวิหาร (พระอารามแห่งแรกในพระพุทธศาสนา) ซึ่งเป็นสถานที่แสวงบุญสำคัญของชาวพุทธทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีวัดที่ประเทศต่างๆ ที่นับถือศาสนาพุทธมาสร้างไว้ ได้แก่ ประเทศไทย เกาหลีใต้ ศรีลังกา พม่า ธิเบตและจีน

อ้างอิงภาพข้อมูลจาก wikipedia

ทรงแสดงธรรมโปรดพระประยูรญาติ

โปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติ ณ กรุงกบิลพัส

ทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา (พระเจ้าสุทโธทนะ) ได้บรรลุโสดาปัตติผล สกทาคามิผล อนาคามิผล จนบรรลุอรหันตผลเมื่อใกล้สวรรคต

พระนันทะ (เป็นโอรสของพระสุทโธทนะกับพระนางปชาบดีโคตมี) ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้านำ ออกผนวชอุปสมบท

ต่อมาพระนางยโสธราก็ให้พระกุมารราหุลซึ่งมีอายุ 7 ปีไปทูลขอราชสมบัติ พระพุทธเจ้าเห็นว่าราชสมบัติเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน อริยทรัพย์(ทรัพย์อันประเสริฐ)ต่างหากเป็นสิ่งยั่งยืน จึงทรงให้พระสารีบุตรทำการบรรพชาให้ราหุลเป็นสามเณร จึงเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา ณ นิโครธาราม พระเจ้าสุทโธทนะจึงขอร้องว่า "ขออย่าให้ทรงบวชใคร โดยที่พ่อแม่เขายังไม่ได้อนุญาต"
เมื่ออายุครบ 20 ปี ได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุ จากนั้นก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางใคร่ต่อการศึกษา

ทรงให้อุปสมบทแก่เจ้าศากยะ 5 พระองค์ คือ พระอานนท์ พระอนุรุทธ์(เป็นผู้มีเลิศในทางมีทิพยจักษุ) พระภัททิยะสักยราชา พระภัคคุ พระกิมพิละ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ คือพระเทวทัต จนได้บรรลุอรหัตผล 5 ท่าน ยกเว้นพระเทวทัต

พระอุบาลีเป็นบุตรของช่างกัลบก(ช่างตัดผม)อยู่ในวรรณะต่ำ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นพนักงานภูษามาลาของเจ้าศากยะ ทำหน้าที่จัดการดูแลเครื่องแต่งกาย เมื่อเจ้าศากยะ 5 พระองค์ และเจ้าโกลิยะ 1 พระองค์ทรงออกผนวช อุบาลีได้ติดตามไปขออุปสมบทด้วย พระอุบาลีเมื่อได้อุปสมบทแล้วไม่ช้าก็บรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทาง ด้านผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย

พระนางปชาบดีโคตมี(พระน้าของพระพุทธเจ้า) ได้ผนวชเป็นภิกษุณีรูปแรกในพระพุทธศาสนา โดยพระอานนท์ช่วยกราบทูลขออนุญาตพระพุทธเจ้าสุดท้ายได้บรรลุพระอรหันต์ และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางรู้ราตรี

โปรดให้พระนางยโสธราได้อุปสมบทเป็นภิกษุณีชื่อพระนางภัททา กัจจานา จนบรรลุอรหัตผล และได้ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางบรรลุอภิญญาใหญ่ (สามารถระลึกเหตุการณ์ในกัปป์ต่างๆย้อนหลังไปได้มากนับไม่ถ้วน)

โอวาทปาติโมกข์ มาฆบูชา

โอวาทปาติโมกข์

วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 (มาฆบูชา) เกิดมีจตุรงคสันนิบาต ซึ่งประกอบด้วย
1.)วันนั้น เป็นวันมาฆปูรณมี คือวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำกลางเดือนมาฆะ จึงเรียกว่า มาฆบูชา

2.)พระภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย

3.)พระภิกษุทั้งหมดล้วนเป็นพระอรหันต์ ประเภทฉฬภิญญา คือ ได้อภิญญา ๖ ซึ่งหมายถึงความสามารถ พิเศษ ๖ ประการ ได้แก่ แสดงฤทธิ์ได้ ระลึกชาติได้ ตาทิพย์ หูทิพย์ กำหนดรู้ใจคนอื่นได้ และบรรลุอาสวักขยญาณ (คือญาณหยั่งรู้ในธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย)

4.)พระภิกษุ เหล่านั้น ทั้งหมด ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง (เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา)
ทรงเทศน์ "โอวาทปาติโมกข์" ซึ่งถือเป็นหัวใจของศาสนาพุทธ ใจความว่า
" จงทำดี ละเว้นความชั่ว และทำใจให้บริสุทธิ์ "

พระสงฆ์ปรารถว่าไม่เคยเห็นฝนเช่นนี้มาก่อน พระพุทธจึงทรงเล่าว่า ฝนนี้เคยตกมาแล้วเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร แล้วจึงทรงเล่าเรื่องมหาเวสสันดร

พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ

อุปติสสะ(พระสารีบุตร)และโกลิตะ(พระโมคคัลลานะ)

ณ กรุงราชคฤห์นี้เอง เด็กหนุ่มสองคน ซึ่งเป็นศิษย์ของนักปรัชญาเมธี ผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งชื่อ สัญชัย เวลัฏฐบุตร โดยพระอัสสชิได้แสดงธรรมให้อุปติสสะว่า

"ทุกสิ่งจากเหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุของสิ่งเหล่านั้น และการดับเหตุของสิ่งเหล่านั้น"
อุปติสสะได้ฟังก็เกิด "ดวงตาเห็นธรรม" จึงกราบลาท่าน แล้วรีบไปบอกข้อความที่ตนได้ฟังมาแก่โกลิตะทราบ โกลิตะได้ฟังก็เกิด"ดวงตาเห็นธรรม" เด็กหนุ่มสองคนจึงมาขอบวชเป็นสาวกพร้อมกัน และมีชื่อเรียกทางพระศาสนาว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ ตามลำดับ

หลังจากบวชได้ 7 วัน พระโมคคัลลานะได้ไปบำเพ็ญสมาธิอยู่ที่ กัลลวาลมุตตคาม ใกล้เมืองมคธ รู้สึกง่วงเหงาหาวนอน แก้อย่างไรก็ไม่หาย จนพระพุทธเจ้าเสด็จไปตรัสบอกวิธีเอาชนะความง่วงให้ พร้อมประทานโอวาทว่าด้วยความไม่ยึดมั่นถือมั่น ให้ใช้ปัญญาพิจารณาเวทนา (ความรู้สึก) ทั้งหลายว่า เป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แน่นอน จบพุทธโอวาท พระโมคคัลลานะก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

หลังจากบวชได้ 15 วัน พระสารีบุตรได้ถวายงานพัดพระพุทธเจ้า ขณะพระองค์ทรงแสดงธรรมโปรดทีฆนขะปริพาชก (นักบวชไว้เล็บยาว) อยู่ที่ถ้ำสุกรขาตา เชิงเขาคิชฌกูฏ ท่านพัดวีพระพุทธองค์พลางคิดตามพระโอวาทของพระพุทธเจ้าไปด้วย เมื่อจบพระธรรมเทศนาก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

ทั้งสองท่านได้รับแต่งตั้งจากพระพุทธเจ้าให้เป็นพระอัครสาวก โดยพระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางปัญญา และพระโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย มีความเป็นเลิศกว่าผู้อื่นทางฤทธิ์มาก